วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561

:+: 10 :+: “Youtuber”にヤバい質問


ต่อ ๆ ไหน ๆ ก็เจอเรื่องที่อยากเขียนแล้ววว 55555

อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาษาศาสตร์
แต่เมื่อกี้เขียนเรื่องการพรีเซ้นต์ที่ว่าควรทำให้ดึงดูด

แล้วก็นึกถึงรายการที่เคยดู
อาจจะไม่ใช่เป็นการยืนพรีเซ้นต์หน้าคนฟัง

แต่

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Youtuber!!!

นี่เป็นคำแนะนำหนึ่งของเจ้าของช่องยูทูปที่มีคนติดตามและมียอดวิวเยอะมาก ๆ
ชื่อว่า"มุไร"ซังค่ะ



เทคนิคของมุไรซังเพื่อให้ยอดวิวเยอะ หรือคลิปเป็นที่น่าติดตามมี 3 ข้อหลัก ๆ
แต่จะเน้นเฉพาะข้อที่เอามาปรับใช้กับพรีเซ้นต์ของเรา (พรีเซ้นต์หน้าห้อง)ได้ก็แล้วกันนะคะ

นั่นก็คือข้อแรก アットホーム感を出す


 มุไรซังมักจะใช้ที่ทำงาน บริษัทเป็นฉากหลังตอนอัดคลิป


หรือยูทูบเบอร์คนอื่น ๆ ก็มีการอัดคลิปในห้องของตัวเอง
อัดให้เห็นฉากหลังเป็นห้องรก ๆ


การทำให้ฉากหลังเป็นสถานที่เหล่านี้ คือเป็นสถานที่ ๆ หลาย ๆ คนคุ้นเคย
ทำให้รู้สึกเป็นกันเอง รู้สึกใกล้ชิด

(ส่วนถ้าใช้ฉากขาวล้วน มันอาจจะดูโล่ง ๆ ไปนิด ...เค้าว่างี้)


เพื่อให้คนดูหรือคนที่ติดตามชาแนลรู้สึกว่า คนคนนี้เนี่ย คือเพื่อนของเขา


อาจจะเป็นพี่ชายข้างบ้านก็ได้


เพราะアットホーム感 กับ 生活感 เป็นสิ่งสำคัญ
จะทำให้คนที่ดูรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับคนในจอ

ลองนึกว่าถ้าเป็นเรา เวลาเราฟังเรื่องของเพื่อนเรา เราจะสนใจมากกว่าเรื่องของใครก็ไม่รู้
เช่น เพื่อนเล่าเรื่องเลิกกับแฟน ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเราเท่าไหร่
แต่เราก็จะสนใจฟังในระดับหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของเพื่อน
แต่ถ้ามีใครก็ไม่รู้มาเล่าเรื่องเค้าเลิกกับแฟนให้เราฟัง เราก็คงไม่สนใจและไม่เก็บมาใส่ใจ

เรื่องนี้อาจจะเอามาปรับใช้กับการพรีเซ้นต์ของเราได้
โดยการพูดเรื่องที่เราและผู้ฟังมีความเกี่ยวข้อง
เพื่อที่จะได้มีความสนใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

และการพรีเซ้นต์อาจจะไม่ทำให้เป็นทางการมากไป
ถ้าทางการมากไปอาจจะเหมือนนั่งเรียนหนังสือในห้องประชุมละหลับได้ Zzzz

อาจจะปรับการพูดให้เหมือน เราเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง
เหมือนตอนคุยกับเพื่อน
ภาษาคงไม่ต้องให้เป็นภาษาที่สนิทกันขนาดนั้น
ยังคงความสุภาพ แต่ไม่ให้รู้สึกว่าห่างเหิน

เวลาเราพูดกับเพื่อน เราจะมีการสบตาใช้มั้ย
อาจจะเบลอบ้าง แล้วแต่คน 55555 แต่ก็ต้องมีการมองหน้าเพื่อนบ้างแน่นอน
ดังนั้นตอนพรีเซ้นต์ก็น่าจะทำเหมือนกัน ควรสบตากับคนฟัง
เพื่อให้เขารู้สึกว่า เราคุยกับเขาอยู่จริง ๆ

ก็น่าจะประมาณนี้ *o*
คงต้องลองยืมวิธีนี้ไปใช้ดู

ขอขอบคุณรายการ リトルトーキョーライフ
ตอนของวันที่ 30 มีนาคม 2017 “Youtuber”にヤバい質問
ค่ะ >A<

:+: 9 :+: いい発表とは!!!

การพรีเซ้นต์ที่ดี

ทำยังไง...

ลองถามตัวเองแล้วก็รู้สึกว่ายังได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน... เลยลองถามปู่เกิ้ลดู+นึกถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เคยเรียนมา 555555555

แล้วก็ได้ประเด็นที่ชอบมาประมาณนี้

  1. ประเด็นที่จะนำเสนอต้องชัดเจน และเหมาะกับผู้ฟัง
  2. การพูด : ต้องมีความมั่นใจ, ต้องมีความชัดเจนกว่าสไลด์
  3. สไลด์ต้องดูง่าย
→ ประเด็นแรกคือ เรื่องที่พูด
ควรมีสาระหลักที่ต้องการพูดและบอกผู้ฟังให้ชัดเจนว่าจะพูดอะไร
เช่นมีเรื่องหลักคือ เรื่อง A แล้วก็อธิบายเรื่องย่อยของA
ไม่ควรหลุดประเด็นเป็น A B C เพราะผู้ฟังอาจจะงงได้
ว่า "นี่จะพูดเรื่องอะไรกันแน่"

แล้วเรื่องที่จะพูดนั้น ต้องเหมาะกับผู้ฟัง
ควรทราบว่าผู้ฟังคือใคร และเขาเหล่านั้นจะสนใจเรื่องที่พูดหรือไม่
(ถ้าเป็นเรื่องที่มีเกี่ยวข้องกับคนคนนั้น คนคนนั้นจะมีความสนใจมากกว่า เรื่องไกลตัวที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย)


→ ต่อมาคือการพูด
วิธีการพูดคือต้องพูดด้วยความมั่นใจ
ให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และพูดให้น่าสนใจ คนฟังจะได้สนใจอยากฟังต่อ
เช่น อาจจะเล่าเรื่องประกอบ เพื่อให้เห็นภาพ และเป็นที่จดจำได้ง่าย

และเรื่องที่พูดต้องเป็นการพูดอธิบายสิ่งที่อยู่บนสไลด์ "ไม่ใช่การอ่านสไลด์"
ต้องใช้สไลด์เป็นแค่สื่อประกอบที่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจมากขึ้น และสนใจเรื่องที่เราจะพูดมากขึ้น
อย่าให้สไลด์มาเป็นสื่อหลักแทนคนพูด


→ และประเด็นที่สาม "สไลด์"
ต้องดูง่าย ตัวอักษรไม่เยอะเกินไป
อาจจะมีคำ ๆ เดียวใหญ่ ๆ ไปเลย ถ้าต้องการเน้นคำนั้นให้ติดตาผู้ฟัง
หรืออาจจะใส่เป็นรูปภาพประกอบกับเรื่องที่พูด เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพ

แต่เน้น !!!อย่าให้สไลด์ เด่นกว่าการพูด!!!
(แต่เด่นเท่ากัน พอให้อภัยได้อยู่ 55555 เช่น ถ้าคำจำสไลด์ได้และจำเรื่องที่พูดได้ด้วย ก็โอเค)


+++ที่สำคัญ ต้องอยู่ในเวลาที่กำหนด+++

อย่าพูดเกินเวลา... เพราะถ้ามีกำหนดเวลาไว้แสดงว่าอาจจะมีกิจกรรมอื่นต่อ
ถ้าคนหนึ่งพูดเกิน เวลาก็จะเลทไปเรื่อย ๆ
อาจจะทำให้บางคนไม่สามารถอยู่ได้จนจบ
หรืออาจจะทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาเพิ่มได้

...เป็นการรักษาชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของผู้พูดด้วยว่าเป็นคนมีวินัย ตรงต่อเวลา...

เอ๊ะแล้วจะทำยังไงให้มั่นใจว่าไม่เกินเวลา

ซ้อมค่ะ

ซ้อมพูด แล้วลองจับเวลา

อาจจะลองพูดให้คล่องในระดับก่อน แล้วค่อยลองจับ

ถ้ายาวไปก็ตัดออก ถ้าสั้นเกินไปจริง ๆ ก็ควรเพิ่ม (อาจจะเพิ่มเป็นเรื่องเล่า หรือเป็นการพูดคุย ถามคำถามกับผู้ฟังเป็นต้น)

พอได้ความยาวที่เหมาะสม

ก็ฝึกวนไปค่ะ เพื่อที่เมื่อต้องพูดแล้ว จะได้ไม่ผิดสคริปต์
อาจจะไม่ต้องเป๊ะ 
แต่ต้องไม่หลุดประเด็น และไม่ออกทะเล

❤และที่สำคัญในการทำให้คนฟังสนใจจะฟังเรื่องที่พูด
ตามที่เพื่อนได้พูดในคลาสอาทิตย์ที่แล้ว
...คนเราจะตัดสินว่าตัวเองสนใจสิ่งนั้นหรือไม่ใน 8 วินาทีแรกที่ได้เห็น...

ซึ่งตรงกับหลักการเวลาทำการแสดงเต้น
ที่เคยคุยกับเพื่อนว่า คนส่วนใหญ่จะตัดสินใจดูโชว์นี้มั้ย ก็อยู่ที่ตอนเริ่ม
ถ้าเริ่มแล้วดึงดูด มีความน่าสนใจ ก็จะสนใจดูต่อ
แต่ถ้าตอนต้นเริ่มแล้วเฉย ๆ ความสนใจที่จะดูโชว์นั้น ๆ ก็จะน้อย

ดังนั้น แม้ว่าจุดไคลแมค หรือพ้อยท์หลักของการนำเสนอในครั้งจะอยู่ตอนหลัง ๆ
แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับตอนต้นด้วยนะ ชรุ้ฟฟฟฟ >3<

//หาข้อมูลและเตรียมใจแล้ว วันที่ 9 ที่ต้องพรีเซ้นต์จะออกมาเป็นยังไงเนี่ยยย
อยากฟังของทุกคนด้วยแล้ววว >///<

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

:+: 8 :+: Present Thai の Taxi 問題 - The สรุป

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเตรียมการนำเสนอเรื่องแท็กซี่ในครั้งนี้

1. ขั้นตอนการเลือกหัวข้อ

  • ต้องรู้ว่าผู้รับสื่อเรื่องนี้คือใคร และต้องคิดว่าเค้าต้องการรับรู้อะไร หรือเรื่องที่จะนำเสนอไปเค้าเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ใช่มั้ย
  • อาจจะลองเริ่มมองจากตนเองว่า ถ้าตัวเองไปเที่ยวต่างประเทศอยากรู้ข้อมูลอะไร หรือว่าลองคิดว่าถ้าตัวเองไม่ใช่คนไทย ไม่มีความรู้เรื่องที่ไทย มาถึงที่นี่แล้ว จะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับอะไรบ้าง
  • ควรกำหนดหัวข้อให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มทำขั้นตอนต่อไป !!!
    (อย่างน้อยก็ควรตอบตัวเองได้ว่า... ทำหัวข้ออะไร เรื่องนั้นให้คนฟังได้รู้อะไร คนฟังรู้แล้วเกิดประโยชน์จริงมั้ย อย่างไร)
2. ขั้นตอนการทำสื่อในการนำเสนอ
  • จัดลำดับการนำเสนอให้ดี ว่าควรเริ่มอย่างไร อะไรก่อนหลัง
  • ไม่ควรใส่ตัวอักษรลงไปในสไลด์เยอะ ตัวอะไรที่ใส่ลงไปควรอ่านง่าย
  • คำไหนที่เป็น keyword ควรทำให้เด่น อาจจะเพิ่มขนาด หรือใช้สีเหมาะสมช่วยให้สะดุดตามากขึ้น เช่น ข้อห้ามก็ใช้สีแดง เป็นต้น

3. ขั้นตอนการเขียนสคริปส์
  • เขียนให้ตรงกับสไลด์ อะไรkeywordที่ขึ้นบนจอให้ชัดเจนว่าคืออะไร
  • ไม่ควรสั้นเกินไปจนไม่เข้าใจ หรือยาวเวิ่นเว้อเกินไป
  • ควรมีคนช่วยเช็คว่าที่เขียนไป คนฟังเข้าใจตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะสื่อหรือไม่
=== ข้อสำคัญที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้คือ ควรชัดเจนว่าคนฟังจะได้อะไรจากการฟังเราพูดในครั้งนี้ ===

ควรนำเสนอเรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง และควรนำเสนอให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย และจำได้ เพื่อจะได้นำไปใช้จริง ๆ 

ชรุ๊ฟฟฟ >3<

:+: 8 :+: Present Thai の Taxi 問題 - The สตอรี่

วันนี้จะมาเขียนเรื่องการทำพรีเซนต์ที่ได้ทำไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เริ่มแรกเลยคือการคิด "เรื่องที่ต้องการจะนำเสนอ"
โดยจะเป็นหัวเกี่ยวกับอะไรก็ได้ของไทย
มีกำหนดว่า ผู้รับสารนี้คือคนญี่ปุ่น

ขั้นตอนนี้เหมือนจะง่ายเพราะหัวข้ออิสระ
แต่กว่าจะคิดหัวข้อออกนี่... ยากกว่าที่คิด

อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่นี่ ใช้ชีวิตต่างจากคนต่างชาติที่มาเที่ยว
ทำให้นึกไม่ออกว่าควรจะบอกอะไรให้คนต่างชาติทราบดี
(ปกติเวลาเพื่อนมาเที่ยวก็อธิบายหรือให้ข้อมูลตามสิ่งที่เพื่อนถาม หรือสิ่งที่เจอตรงหน้า)

ก็เลยเริ่มคิดจากเรื่องที่ต้องเจอทุกวัน ว่าสิ่งไหนที่เป็นสิ่งที่ต่างที่ตัวเองเจอที่ญี่ปุ่น
คนเราต้องรับประทานอาหารทุกวัน แล้วเวลามีเพื่อนมาไทย ก็มักจะโดนถามว่าคืออะไรอ่ะ
ก็เริ่มออกมาเป็นเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม
...บ่งบอกนิสัยของตัวเองได้ดี... 5555555
แต่พอเริ่มคิดถึงเรื่องกำหนดเวลาที่ใช้ในการนำเสนอ...
เรื่องนี้ไม่น่าจะพอ อาหารไทย เครื่องดื่มสีแปลก ๆ ไม่น่าจะอธิบายครบในเวลาสั้น ๆ ได้
ถ้าจะต้องเลือกออกมานำเสนอซัก 2-3 อย่างก็ไม่รู้จะเลือกอะไร
ต่างร้านก็ต่างเมนู อันที่เลือกมาอาจจะไม่มีในร้านที่คนที่มาอ่านไปก็ได้...

เรื่องนี้เลยตกไป

พูดคุยกันไปมา ก็เริ่มออกมาเป็นเรื่องการเดินทาง
ถ้าเป็นรถเมล์ ตัวเองก็ไม่มีความรู้พอที่จะมานำเสนอได้...
ก็นึกถึงแท็กซี่กัน...

โอ้วโห้วววว
ปัญหาแท็กซี่นี่เต็มไปหมดเลย
คิดว่าคนต่างชาติน่าจะรับรู้ปัญหานี้ไว้ อย่างน้อยก็จะได้เตรียมใจมา... 5555555
ตอนแรกก็คิดไว้แบบนั้น

แต่เมื่อปรึกษาอาจารย์แล้ว...
อาจารย์บอกว่า การนำเสนอที่ดี คนอ่านควรได้อะไรกลับไปจากการฟังเรื่องนั้น ๆ
ก็คิดว่าเรื่องที่จะนำเสนอก็ทำให้คนฟังได้ข้อมูล... แต่แค่นั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่...
เลยคิดกันต่อว่าจะยังไงดี
เพราะปัญหาแท็กซี่เนี่ยะะะ เราเองก็ยังแก้ปัญหากันไม่ได้
คนไทยเองก็ยังต้องทำใจยอมรับ
ยกเว้นเรื่องการไม่กดมีเตอร์ อาจจะปฏิเสธได้

จึงได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ว่าให้นำเสนอแบบให้เค้ารับรู้ปัญหา
แล้วก็บอกว่าเราเองทำอะไรกับมันไม่ได้
นอกจากป้องกันตัวเอง หรือแก้ไขปัญหาเมื่อเกิด
แล้วเรา ที่อยู่ที่นี่ แก้ไขรับมือกับปัญหานั้นอย่างไร

จึงได้ข้อสรุปเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับปัญหาแท็กซี่ที่มักเจอ
และการรับมือและแก้ไขที่เราคนไทยทำกัน
เป็นการแนะนำให้คนอ่านรู้ว่า ถ้าสมมุติว่าเจอแบบนี้แล้วทำอย่างไรดี หรือถ้าไม่อยากเจอมีทางเลี่ยงมั้ย

____________________________________________

ในการทำสไลด์นั้น
เริ่มจาก แบลงค์มาก... เริ่มยังไงดี 5555555
แล้วก็เพราะทำด้วยกัน 2 คน การอธิบายภาพสไลด์ที่อยากทำให้อีกคนเข้าใจยากมาก...
เลยแก้ปัญหาโดยการ วาด เอา 5555555 ฝึมือทางศิลปะก็ไม่มี แต่ก็ดีกว่าใช้แต่คำพูด

ทำมารอบแรก ตอนนั้นเพิ่งได้ข้อสรุปแค่ว่าจะนำเสนอปัญหาแท็กซี่ในประเทศไทย
(ยังไม่มีคำแนะนำที่ละเอียด แค่แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้รถอื่น)
สไลด์ก็ออกมามีเรื่องปัญหาที่มี กับรถอื่น และเวลาที่ควรเลี่ยง แบบงง ๆ การเรียงสไลด์ก็งง ๆ
ตอนนี้ให้นึกกลับไปก็งง ๆ นึกไม่ค่อยออก เพราะตอนนั้นก็งง ๆ ว่าจะยังไงดี...

หลังจากได้เรียนเรื่องการทำพาวเวอร์พ้อยท์ที่ดี
(หลังจากคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นแล้ว เพิ่งรู้ว่าพวกนางเรียกกันว่า パワポ... ดีค่ะ สั้นดี 55555)
ก็รู้สึกว่านอกจากแก้ไขส่วนที่ตัวเองยังงง ๆ กันอยู่เอง ให้ชัดเจนแล้ว...
ก็ควรลดตัวอักษรลง เน้นเป็นใช้ภาพ แล้วก็เน้นเฉพาะตัวอักษรของคำที่ต้องการเน้น
เพื่อให้คนที่ฟังจำในสิ่งที่ต้องการนำเสนอพ้อยท์นั้น ๆ ได้

อาทิตย์ต่อไป เป็นครั้งแรกที่ได้มาแก้ไขพาวเวอร์พ้อยท์พร้อมกันสองคน 5555555
ก่อนหน้านั้น ทำสนับกัน ผลัดกันแก้มาตลอด
พอได้มาคุยกัน รู้สึกว่าการทำแบบมาทำด้วยกัน ทำให้เข้าใจอีกคนได้มากกว่า
เช่น ตรงนี้ทำแบบนี้เพราะอะไร แล้วต้องการทำให้เป็นไหนต่อ แบบนี้ดีมั้ยหรือคิดว่ายังไง
ครั้งนี้คือPPTเวอร์ชั่นที่ลดตัวอักษรลงแล้ว
แต่...
เนื้อหายังไม่ชัดเจน เพราะถึงรู้ว่าตัวเองอยากนำเสนอเรื่องแท็กซี่และวิธีรับมือแล้ว
ส่วนของการเรียงข้อมูลที่จะนำเสนอยังไม่โอเคเท่าไหร่

และก็ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์อีกครั้ง
ว่าให้เป็นแนะนำวิธีแก้ไขด้วยตนเอง หรือวิธีแก้ปัญหาของเราเอง ว่าเราจะทำอย่างไรบ้างเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนั้น
จึงเป็นข้อสรุปของเรื่องที่ต้องการนำเสนอ...ในที่สุดก็ชัดเจนซักที

แต่
แต่
แต่
ยังไม่จบแต่...
ตอนก็ยังไม่รู้จะเรียงข้อมูลออกมายังไงให้เข้าใจง่ายดี...
จบที่วาดรูปอธิบายกันอีกรอบ แล้วก็มีการถกกันนิดหน่อยว่า ตรงนี้งงอยู่นะ คิดว่าทำแบบนี้จะเข้าใจง่ายกว่ามั้ย ทำแบบนี้แล้วยาวไปมั้ย ประมาณนี้
แล้วก็เริ่มลงมือจัดการกับ PPT อีกรอบ...
แต่พอหมดคลาส ก็กลับไปแยกกันทำเหมือนเดิม 55555
พอเริ่มเข้าใจสิ่งที่ตั้งใจจะทำกันแล้ว ถึงจะแยกกันทำ ก็สามารถทำต่อกันได้ไม่ยากเท่าไหร่
อันไหนที่ทำแล้วอีกคนดูแล้วยังเข้าใจยากอยู่ ก็จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้งานที่ดีมากขึ้น
มีการสลับตำแหน่งการวาง เปลี่ยนสีตัวอักษรให้อ่านง่าน หรือให้ดูเด่น สะดุดตาเป็นคำ ๆ โดยเฉพาะ keyword ต่าง ๆ
ในที่สุดก็ได้เป็น PPT แบบล่าสุดที่ออกมา !!!

____________________________________________

และ...หลังจากหัวข้อชัดเจนแล้ว PPTคลอดออกมาแล้ว
ก่อนจะนำเสนอได้ เราต้องมี สคริปต์ !!!!!

นี่คือนั่งมอง PPT หลายวันมาก กว่าจะเริ่มเขียน Script ได้
คิดไม่ออกจริง ๆ ...ตอนเริ่มต้นยากสุดแล้วจริง ๆ
เริ่มยังไงให้คนฟังเข้าใจว่าเราอยากพูดเรื่องอะไร แล้วก็พยายามจะพูดแบบให้คนสนใจ(ต้องทำยังไงดี...)
ยากมาก แงงง๊ ToT

แต่พอมีคำว่า เดดไลน์ มาจ่อก้น มันก็เริ่มออกมาทีละนิด ๆ พอคนนึงคิดไม่ออกแล้ว ก็ให้เพื่อนเขียนต่อบ้าง

ปัญหาระหว่างเขียนคือ...มีอยู่สไลด์นึง...จู่ ๆ ก็ลืมว่าสไลด์นี้ จริง ๆ แล้วตัวเองต้องการจะสื่ออะไรถึงคนฟัง นั่งนึกอยู่นานมาก เพราะไม่ได้เอาหัวเรื่องใส่ลงไปใน PPT เอาแต่คีย์เวิร์ด...
ก็ต้องมานั่งนึกว่าจุดร่วมของคำพวกนี้คืออะไร กว่าจะนึกออก... 5555555
แต่หลังจากนั้นก็เขียนไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีปัญหาอะไร

มันก็เลยยาวแบบนี้ 55555555555

ละเป็นปัญหาที่ยาวเกินไปแทน 5555555
สรุปแล้วก็ต้องมานั่งตัดอะไรที่คิดว่าไม่สำคัญเท่าไหร่ออก ก็ยังยาวอยู่ดี
และก็ต่อไปก็ต้องพยายามรวมประโยค
...ยังไงก็ยังยาวอยู่ดี...
...ตอนนี้ก็ยังยาวเกินอยู่ดี...
ก็คงต้องแก้กันต่อไป

งืออออออ

ขอขอบคุณเพื่อนที่พยายามแก้ไขพรีเซ็นต์ครั้งนี้มาด้วยกันจนถึงตอนนี้
ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยแก้ไข ช่วยแนะนำมาตลอดจนน้องปัญหาแท็กซี่ใกล้คลอดแล้ว
ขอบคุณเพื่อนอีกคนที่ช่วยดูช่วยแก้ไขช่วยอธิบายคำให้อย่างดี

ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

>A<

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

:+: 7 :+: Bilingual School Time (2)

( ˊ̱˂˃ˋ̱ ) มาเขียนต่อแล้ววววว~ ยามเที่ยงคืน...
และจะเสร็จตอนไหนไม่รู้ 5555555

ความเดิมตอนที่แล้วคือสามารถใช้ภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องคิดได้แล้ว

แต่ความจริงแล้วที่ใช้ ๆ ไปถูกไวยากรณ์รึเปล่านั้น...
...จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้...
เป็นการใช้แบบสื่อสารกันเข้าใจ เขียนได้ อ่านได้ และทำข้อสอบได้...

และเมื่อขึ้นม.1 ในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ (เปลี่ยนสำนักพิมพ์จากตอนประถม) เริ่มมีการใส่เรื่องไวยากรณ์เข้ามา ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือไวยากรณ์ ตัวอย่างบอกให้เปลี่ยนรูปประโยคก็ลอกเปลี่ยนตามเฉย ๆ 55555

ช่วงปลาย ๆ ม.1 ในที่สุดคุณแม่ก็ยอมให้เรียนภาษาญี่ปุ่น!!!
เพิ่งย้ายบ้านแล้วบ้านตรงข้ามเป็นครอบครัวไทย-ญี่ปุ่นพอดี เลยได้เริ่มเรียน แถมวันเสาร์อาทิตย์ก็ไปนั่งเล่นบ้านนั้น น้อง ๆ (ลูกของเซนเซ) เปิดการ์ตูน เปิดละครญี่ปุ่นดูก็นั่งดูแล้วให้น้องแปลให้ 55555

ถือว่าได้ฟังภาษาและดูดสำเนียงไป... 55555

ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังใช้ได้ปกติ

แต่ความรู้สึกที่อยากใช้ภาษาญี่ปุ่นได้ก็มีสูงกว่าอยู่ดี...
ถึงอย่างนั่นก็ไม่ยอมพูดภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ 55555

เป็นประเภทว่า...จนกว่าจะมั่นใจในระดับจะไม่ค่อยยอมพูด...
ไม่ได้ต่างจากตอนภาษาอังกฤษเลย (.___.);;

จุดเปลี่ยนของชีวิตอย่างต่อไป...
เปลี่ยนที่อยู่ค่ะ 55555
ครอบครัวย้ายไปอยู่เชียงใหม่... ตอนม.2 เทอม 2 เลยได้ย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่เป็นเวลา 1 เทอม
แต่เป็นภาคภาษาอังกฤษของโรงเรียนปกติเฉย ๆ

วิชาอื่นไม่มีปัญหาเลย ยกเว้นวิทยาศาสตร์ที่เรียนเป็นภาษาไทย 55555
แต่โชคดีที่เนื้อหาเทอมนั้นไม่ยากเท่าไหร่ เลยยังถู ๆ ไถ ๆ ผ่านไปได้...
และสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ตอนย้ายไปแรก ๆ มีอาจารย์ฝรั่งแอบไปชมให้ห้องข้าง ๆ ฟังว่าเด็กใหม่พูดอังกฤษเก่งมาก แกรมม่าไม่ผิดเลย
 แต่ ! ตอนทดสอบเรื่องฟิวเจอร์เทนส์คะแนนไม่ถึงครึ่ง!!!
สรุปก็ต้องสอบอีกรอบ ตอนนั้นก็ท่อง ๆ ไป (ปกติไม่เคยท่อง ใช้ตามเซนส์ล้วน ๆ)
แล้วก็ผ่าน...
หลังจากนั้นก็รู้สึกได้ว่าตัวเองเริ่มคิดมากเรื่องแกรมม่า เวลาจะพูด หลาย ๆ ครั้งจะหยุดคิดก่อนว่าถูกหลักมั้ย กว่าจะพูดได้รู้สึกไม่ธรรมชาติเลย 55555 ทำให้รู้สึกว่าโอกาสที่จะพูด(ไปเรื่อย ๆ แบบสบายใจ)น้อยลง
เว้นแต่ตอนเรียน ๆ ละเบลอ ๆ อยู่แล้วโดนเรียกให้ตอบแบบไม่ทันคิด จะสามารถตอบตามสัญชาตญาณได้
ตอนตอบเสร็จก็ลุ้นไปว่าจะถูกมั้ย...ละก็โชคดีที่ไม่ผิด...

อ่อ ละตอนอยู่เชียงใหม่ ก็เหมือนได้ภาษาใหม่อีกภาษาคือภาษาเหนือ 55555
ใครว่าภาษาเหนือช้า
โน้วววววว
ในห้องเรียนนี่เหมือนแข่งกันพูด
แล้วความต่างกับที่ภูเก็ตคือ นักเรียนที่เชียงใหม่พูดกันด้วยภาษาเหนือ แต่ของภูเก็ตจะพูดกลางแต่สำเนียงใต้ หรือที่เรียก ๆ กันว่าทองแดง :'P
ถึงจะพูดภาษาเหนือไม่ได้ แต่ตอนนั้นก็ฟังออกเกือบหมดนะ เพราะเพื่อนในห้องพูดกันตลอด ถ้าตัวต่อตัวยังพูดกลางด้วย แต่พอไปอยู่เป็นกลุ่มจะพูดเหนือกัน เด็กภาคอื่นมีหน้าที่ฟังให้ออกเท่านั้น 55555
ก็สนุกดี เหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ
 /ที่ตอนนี้ก็ไม่ได้ใช่ และสกิลลดลงแล้ว ตอนกลับไปหาเพื่อนก็แบบ...ต้องตั้งใจฟังมาก ว่าพูดอะไรกัน...

แล้วพอปิดเทอมก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องย้ายกลับมาภูเก็ต
ตอนเรียนก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่
แค่รู้สึกว่าสกิลมันดรอปลงมากกกกก
เหมือนกลับไปเลเวลเท่าตัวเองซักตอนP.5
。゚(゚´Д`゚)゚。

พอรู้สึกว่าภาษาอังกฤษดรอปลงแน่ ๆ ก็มีบ่น ๆ กับเพื่อนสนิทบ้าง
แล้วมีวันนึงไปบ้านเพื่อนสนิท ที่คุณพ่อของเพื่อนเป็นคนอังกฤษ
แล้วมีโอกาสได้ทานข้าวด้วยกัน ก็มีต้องโต้ตอบกับแดดดี้ของเพื่อนบ้าง
พอทานข้าวเสร็จ เพื่อนทักเลย "อิ๊งแกดรอปลงจริง ๆ ด้วย..."

แงงงงงงงง๊

แต่ก็เรียนจบ สอบผ่านทุกวิชาได้เหมือนเดิมนะ
แค่รู้สึกไม่ดีที่ จู่ ๆ ก็ทำสิ่งที่เคยทำได้ไม่ได้ดีเท่าเดิมเฉย ๆ

สิ่งที่จำได้คือ ข่วงนั้นคิดถึงไวยากรณ์ก่อนพูดหลายครั้งมาก
อาจจะเป็นเพราะแบบนั้นเลยพูดน้อยลง เลยทำให้สกิลดรอปลงรึเปล่า
หรือว่าเป็นช่วงเทอมนึงที่ได้พูดได้ฟังอังกฤษน้อยกว่าเดิมเลยลืม ๆ ???
หรือเพราะเรียนญี่ปุ่น และโดยส่วนตัวก็ชอบภาษาญี่ปุ่นมากกว่า ภาษาเลยตี ๆ กัน ไม่ก็ทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนน้อยลง

เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้...

และเมื่อขึ้นม.ปลาย ก็ย้ายมาเรียนในโรงเรียนไทยปกติ ในสายศิลป์ญี่ปุ่น
ปัญหาใหม่ที่ไม่คิดว่าจะเจอคือ อ่านเนื้อหาวิทยาศาสตร์ภาษาไทยไม่เข้าใจ 55555
จนต้องไปหาเนื้อหาภาษาอังกฤษมาเทียบกัน 55555 แต่ผ่านไปซักพักก็พอปรับตัวเรื่องตัวภาษาได้นะ เฉพาะภาษาเท่านั้นนน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ยังเป็นอะไรที่อ่อนในทุกภาษาที่ต้องเรียน 55555

ในช่วงแรก ๆ จำได้ว่าเรื่องพูดยังไม่มีปัญหา ยังพอใช้ได้
แต่เรื่องไวยากรณ์คือเรียนไม่ได้ คือไม่เข้าใจ ไม่เคยเรียนแบบท่องไวยากรณ์จริงจังขนาดนี้(ยกเว้นที่เขียงใหม่) กลายเป็นว่าเหมือนตัวเองฐานไม่แน่น แล้วโดนอัดเรื่องที่ยากไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกไม่อยากเรียน ไม่ชอบ เรียนไม่ได้ก็เพิ่มขึ้นไปอีกจ้าาา 55555
แล้วยิ่งโอกาสได้พูดก็น้อยลงด้วย เลยกลายเป็นว่าเหมือนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย
สรุปแล้วสกิลที่ยังดีที่สุดคือการฟัง... เศร้าแป๊บ 5555555

สรุปของสรุปของสรุป คืออาจจะเป็นเพราะฐานเรื่องไวยากรณ์ไม่แน่นรึเปล่า
พอโดนให้ท่องเยอะ ๆ เลยต่อต้าน
ตอนเด็ก ๆ ไม่เคยรู้สึกว่าต้องท่องขนาดนั้น แต่เพราะต้องใช้ทุกวันเลยใช้ได้เอง
พอไม่มีความรู้สึกว่าอยากเรียนแล้วอะไร ๆ ก็...
งิม.....................

แต่!!!!! สกิลฟังกับพูดแบบไม่สนใจแกรมม่ายังพอขุดได้บ้างนะ
โดยการดูหนัง!!! 5555555
ถ้าเป็นหนังอังกฤษ ช่วงแรก ๆ อาจจะต้องเปิดซับอิ๊ง เพราะหูยังไม่เปิด แต่พอดูไปซัก 3-4 เรื่องก็จะเริ่มพอถูไถได้
อาจจะไม่ได้เท่าเมื่อก่อน เพราะขุดได้ไม่นานก็กลับมาสนใจญี่ปุ่นต่ออยู่ดี
/กลับมาดูละครดูรายการญี่ปุ่นต่อ...
5555555555555555555555555555 (ในเลข 5 มีน้ำตาซ่อนอยู่)

ที่เขียนมาทั้งหมดนี่เพื่อเป็นการเตือนให้ตัวเองรู้ว่าเคยทำได้
และซักวันต้องกลับมาทำได้อีก!!!
คงต้องหาโอกาสให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้
มาดูกันว่าภาษาจะกลับมามั้ยยย

เริ่มจากเปิดละครภาษาอังกฤษดู
ปฏิบัติ!!!


วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

:+: 6 :+: Bilingual School Time♡

จากในคาบเรียน ที่มีการพูดถึงเรื่องการเรียนภาษาที่ 2 อย่างไรจึงจะดี
ได้คำตอบว่าเรียนแบบ i+1 คือเรียนสิ่งที่ยากกว่าความรู้ที่มีไป 1 ระดับ
เพราะถ้ายากกว่านั้น ก็ยากที่จะทำความเข้าใจ
แสดงถึงว่าเนื้อหาต้องเหมาะสมกับผู้เรียน

ทำให้!!!!!

เกิดความสงสัยเกี่ยวกับช่วงเวลาเรียนที่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินว่าการที่จะมีโอกาสพูดได้แบบเจ้าของภาษา ต้องเริ่มเรียนในช่วงอายุไม่เกิน 12-14 ปี
จึงลองไปหาข้อมูล และพบงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษของคุณเกรียงศักดิ์ สยะนานนท์ และคุณวัฒนา พัดเกตุ
ที่มีการทดสอบภาษาอังกฤษ พบว่าเด็กที่เริ่มเรียนตั้งแต่อนุบาล สามารถทำข้อสอบได้คะแนนดีกว่า คนที่เรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ส่วนนักเรียนเริ่มเรียนชั้นป.1และป.5 ได้คะแนนไม่ต่างกันมากนัก คนที่เริ่มป.5สามารถทำคะแนนได้ดีกว่าเพียงเล็กน้อย จึงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะการสอนด้วย ผู้สอนชั้นป.1อาจจะคิดว่านักเรียนยังเด็กจึงไม่ได้สอนอัดแน่นเท่าในระดับป.5
นี่จึงเป็นอีกงานวิจัย ที่ทำให้เขื่อว่า ภาษาเรียนตั้งแต่อายุน้อยยิ่งดี มากขึ้น

พอลองเทียบกับตัวเองดู...
ถึงแม้ว่าตอนนี้ภาษาอังกฤษจะลืม ๆ ไปแล้ว
แต่ตอนเด็กเคยศึกษาอยู่โรงเรียนไบลิงกวลที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ 70% ภาษาไทย 30% โดยประมาณ
การเรียนในตอนนั้นคือ เริ่มจากย้ายจากโรงเรียนไทยธรรมดาไปเป็น2ภาษาตอนป.3ป.4 อายุก็ประมาณ 9-10 ปี
ด้วยเลเวลภาษาอังกฤษที่แย่มาก
และเพื่อนในห้องก็ดูเก่งภาษาอังกฤษกัน อีกทั้งลูกครึ่งหลายคนมาก ครึ่งอังกฤษ ครึ่งอิตาลี อินเดียแท้ ๆ เลยก็มี เพื่อนอินเดียพูดไทยได้ด้วย เก่งสุด!!! 5555555
ถึงแม้ว่าจะเริ่มจากอายุน้อยยังไง แต่ชั้นป.3-4 เลเวลเพื่อนก็ไปไกลแล้ว... นอกจากเรื่องภาษาที่ต้องตามให้ทัน ยังมีเรื่องการเรียน ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งหมด!!!
พ่อกับแม่จึงคุยกับทางโรงเรียน แล้วจัดคลาสแยกให้
...เรียนคนเดียวไปเลยจ้า~
วิชาที่เป็นภาษาอังกฤษที่เพื่อนเรียนตั้งแต่ป.1-3 เรียนภายใน 3 เดือน!!! กับครูต่างชาติตัวต่อตัว ไม่มีล่ามประกบให้ใด ๆ ทั้งสิ้น
เข้าใจได้ว่า i+1 เป็นเช่นไร... เพราะถ้าไม่เริ่มตั้งแต่แรก คงเรียนไม่ไหว และคงจะกลายเป็นเรียนแบบท่องจำ ท่องแกรมม่า ท่องศัพท์เหมือนเอาไว้ใช้เฉพาะตอนสอบ เหมือนตอนเรียนโรงเรียนไทยทั่วไป...
และนอกจากเรื่องความรู้ทางวิชาการ สกิลภาษาอังกฤษนั้น ก็เกิดขึ้นเองแบบไม่รู้ตัว... เพราะในสถานการณ์นั้น มีกัน2คนกับทีชเชอร์เทอรีน(ชื่ออาจารย์ที่สอนตัวต่อตัวทุกวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษ) จะไม่พูดก็ไม่ได้ กลายเป็นว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารทุกวัน
แต่ในตอนนั้น สกิลภาษาอังกฤษน่าจะยังมีไม่เยอะ คุยตัวต่อตัวได้ เพราะทีชเชอร์จะเลือกคำให้เข้ากับเรา

ของจริงคือต่อจาก 3 เดิอนนั้น....

เปิดปีการศึกษาใหม่ ต้องไปเรียนรวมกับเพื่อนในห้องแล้วจ้าาาา /รีบมาก...!!! 55555
จำได้ว่าตอนนั้นเรียนเข้าใจในระดับนึง แต่เวลาโดนดุรวมทั้งห้องจะไม่เข้า แล้วไม่ขอให้เพื่อนแปลให้ด้วย 55555
ส่วนเวลาที่ทีชเชอร์พูดอะไรที่ไม่เข้าใจ จะมีคนกระซืบแปลให้เป็นระยะ ๆ
แล้วก็โดยไม่รู้ตัวอีกเช่นกัน..... จู่ ๆ ก็พูดภาษาอังกฤษได้เฉยเลย...
แกรมม่าคืออะไรก็ไม่รู้จัก คือพูด ๆ ไปเลย คือมันพูดได้เอง มันต่อประโยคออกมาเอง (ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วแน่ ๆ... เศร้า...)

สรุปว่าพูดอังกฤษได้เฉยเลยค่าาา เย่ ปรบมือ 88888

55555555555

แต่ที่ยากกว่าอังกฤษคือวิทย์...
อันนี้คือวิชาต้มกินที่แท้จริง... ถึงจะบอกว่า i+1 ยังไง วิชานี้สำหรับมิ้นน่าจะเป็น i+1+1 เพราะต้องเจอทั้งศัพท์ใหม่และความรู้ใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ช่วงแรก ๆ ที่ศัพท์พื้นฐานในหัวน้อยนี่ ตอนสอบวิชานี้คือท่องไปค่ะ! ท่องทุกคำ 55555
แต่หลัง ๆ เมื่อเริ่มมีศัพท์เยอะขึ้น ก็เริ่มสร้างประโยคตอบเองได้แล้ว ก็ทรมานน้อยลงมาหน่อย ><;;

กลับมาเรื่องภาษาอังกฤษ!!! 55555
การเรียนภาษาที่ 2 ตั้งแต่เด็ก ๆ คิดว่าดีกว่าจริง ๆ โดยเฉพาะในการให้ไปเรียนแบบที่สภาพแวดล้อมเป็นคนที่ใช้นั้น ๆ แบบนี้ เพราะจะต้องใช้แน่ ๆ ไม่ใช้ไม่ได้ เด็กจะซึมซับและก็อปปี้เองโดยไม่รู้ตัว /เห็นได้จากการที่ไม่เคยเรียนแกรมม่าแต่สามารถอยู่ได้ 55555
และในโรงเรียนแบบนี้ นอกจากต้องพูดกับทีชเชอร์แล้ว บางครั้งเด็กยังต้องเป็นล่ามให้อาจารย์บางคนกับทีชเชอร์ด้วย เป็นการสร้างความมั่นใจและบอกเด็กเป็นนัย ๆ ว่าภาษาที่เรียนนั้นมีประโยชน์
อีกอย่างคือ ในสังคมเพื่อนกันเอง มีการใช้อังกฤษสลับกับไทย
ซึ่งจริง ๆ จะว่าเป็นสิ่งที่ดีก็ไม่ถูกซะทีเดียว /เคยติดเอาวิธีพูดอิ๊งสลับไทยมาใช้ที่บ้านละโดนคุณแม่ดุด้วย5555/
แต่มันทำให้เราได้คุ้นเคยกับภาษาที่ 2 อยู่ตลอดเวลา
เช่น เวลาคุยกับเพื่อนที่ได้ภาษาไทย แต่เวลาอุทานจะใช้คำอุทานของภาษาอังกฤษเช่น ouch! OMG  กลายเป็นปฏิกริยาอัตโนมัต คำที่ใช้เรียกชื่อวิชาจะเป็นภาษาอังกฤษ  เช่น แมธ(math)  ซายแอน(scient) คำอื่น ๆ เช่น ไปกินlunchกัน เป็นต้น
คำพวกนี้เป็นคำที่ได้ใช้ทุกวัน
รวมทั้งเพื่อนหลาย ๆ คน ไม่ใช่เนทีฟไทย เวลาเพื่อนนึกภาษาไทยไม่ออกเลย จะกลายเป็นว่าต้องคุยภาษาอังกฤษกัน

ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวันไม่ต่างกับภาษาไทย

คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กที่เรียนโรงเรียน 2 ภาษาแบบนี้ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้แบบไม่ต้องคิดนาน และใช้ได้เลย แม้ว่าที่บ้านจะสื่อสารโดยใช้ภาษาไทยก็ตาม

เย่~ พอ!!! พอก่อน
ลองได้นึกถึงเรื่องของตัวเองเมื่อก่อนแล้วสนุก ;___; และคิดถึงเพื่อน ๆ แงงงง
อันนี้คือจุดขึ้นของการเรียนภาษาที่ 2 ของเด็กไบลิงกวล
เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเขียนจุดที่ทำให้ภาษาอังกฤษของมิ้นหายไป 55555
มันก็ยังใช้ได้แหละ แต่เมื่อเทียบกับตอนเด็ก ๆ แล้ว ตอนนั้นคล่องกว่าเยอะ ฮืออออ

บุ๊บบุ้ยค่าาาา

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

:+: 5 :+: 会いたみが深い

อะเคค อันนี้เป็นบลอกที่ไม่ได้เกี่ยวกับบทเรียน แต่อยากจะบันทึกภาษาญี่ปุ่นที่เจอตอนไปแลกเปลี่ยนไว้

ก่อนอื่นคือต้องเล่าก่อนว่า...
ตอนไปแลกเปลี่ยน ได้เข้าร่วมชมรมเต้นโคฟเวอร์ของม.จูโอ
ซึ่งเป็นชมรมเล็ก ๆ อาจจะฟีลเดียวกับวงเต้นโคฟเวอร์ของไทย
มีสมาชิกไม่เยอะ ทุกคนค่อนข้างสนิทและรักในการเม้ามอย
.
.
.
และแน่นอนว่า คนญี่ปุ่นล้วน ๆ ไม่มีต่างชาติผสม...
พอเข้าไปเลยกลายเป็นคนต่างชาติคนแรก
เพื่อน ๆ น่ารักมากกก ทุกคนเห็นว่าพอเข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยใช้ภาษาญี่ปุ่นแบบปกติที่คุยกันจริง ๆ
おかげで!!!
ทำให้ได้เห็นความจริง!!!
ที่เรียนมาคืออะไรเหรอออ 5555555
เวลาคุยตัวต่อตัวกันก็ไม่มีปัญหา แต่เวลาทุกคนคุยกลุ่มกันคือจะทันบ้างไม่ทันบ้าง
เรื่องไหนไม่เข้าใจก็ต้องปล่อยเบลอไป...
แต่สิ่งที่ได้มาคือ ช่วงที่เข้าชมรม จะเป็นช่วงที่สกิลภาษาญี่ปุ่นขึ้นไวมาก (แลกมากับความทรมานเบา ๆ 5 5555)
อีกอย่างคือได้ศัพท์ที่วัยรุ่นใช้กันจริง ๆ

และได้เจอรูปประโยคแบบนี้

「形容詞」み  + が + 深い

ที่ถึงกับจำกลับมาถามอาจารย์ที่ม.โทโยเอวะ ว่า "อาจารย์รู้จักมั้ยคะ"

อาจารย์ทำหน้างงใส่
แล้วถึงกับร่ายใส่ว่า ก็รู้หลักแกรมม่าไม่ใช่เหรอ ว่าแบบนี้มันไม่ถูก แบบนี้ต่อกับอันนี้ไม่มีนะ 5555555

หลังจากได้ยินเพื่อนหลาย ๆ รอบ ก็เริ่มจับได้ว่าประโยคนี้แปลว่าอะไร
ถ้าแปลเป็นไทย ก็น่าจะได้ความประมาณว่า "...มาก โคตร..." ประมาณนี้

และเมื่อกี้ลองไปเสิร์จว่า みが深い จากทวิตเตอร์ ก็ว่ามีการใช้คำว่า
嬉しみが深い
エモみが深い
暇みが深い
良さみが深い
ヤバみが深い
เป็นต้น

และในช่วงหลัง ๆ นี้ในกรุ๊ปไลน์วงก็มีการใช้...
「嬉しみ!」
「会いたみが!」
「踊りたみが!」
「行きたみ!」
「ヤバみー!」
「エモみ!」
แบบนี้แล้ว...


ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น อาจจะตามไม่ทัน

แม้ว่าภาษาแบบนี้ถึงไม่รู้ เราก็ยังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นตามหลักในหนังสือที่เราได้เรียนได้

แต่ถ้ามีโอกาสได้รู้จักคำศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้
ก็จะทำให้เรารู้จักภาษาที่คนญี่ปุ่นใช้กันจริง ๆ มากขึ้น

เราอาจจะไม่ได้ใช้ศัพท์เหล่านี้เอง
แต่อาจจะมีคนพูดกับเรา เราจะได้เข้าใจ และต่อบทสนทนาได้ไหลลื่นต่อไป เย่ >w<